ข้อดีที่สุดของการลงทุนไม่ใช่ผลตอบแทน แต่คือการมีทางออกจากงานเมื่อจำเป็น
ทำไมการพึ่งเงินเดือนก้อนเดียวทำให้บริษัทกุมชีวิตเราไว้
ประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนและการออมไม่ใช่ผลตอบแทนต่อปี แต่คือการมีเงินสำรองที่ทำให้เรากล้าปฏิเสธหัวหน้าแย่ ๆ การเลื่อนตำแหน่งที่ไม่อยากได้ หรือโอทีไม่รู้จบ และลาออกได้ถ้าจำเป็น
แน่นอนว่าคนเราลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย
แต่ถ้างานเริ่มมีปัญหา การลงทุนช่วยเราได้มากกว่าแค่ผลตอบแทน
ถ้ามีเงินเก็บและเงินลงทุนเป็นที่พึ่ง ทางเลือกของเราจะเพิ่มขึ้นทันที
- ไม่ต้องเชื่อว่าคำประเมินของหัวหน้าแย่ ๆ คือคำตัดสินสุดท้าย
- ปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่งได้
- ไม่ต้องรับโอทีเพิ่มไปเรื่อย ๆ
- ไม่ต้องรีบคว้างานใหม่ที่เงื่อนไขไม่ดีเพราะกลัว
- ถ้าย้ายแผนกแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็คิดเรื่องลาออกได้จริงจัง
- ในอนาคตลดชั่วโมงทำงานลงได้
นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง "วิธีรวย"
แต่เป็นเรื่องการพึ่งบริษัทให้น้อยลง และซื้อสิทธิ์ที่จะเดินออกมาให้ตัวเอง
มีแต่เงินเดือน เท่ากับฝากชีวิตไว้กับนายจ้างคนเดียว
ถ้ารายได้มีแค่เงินเดือน ชีวิตเกือบทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับบริษัทเดียว
- ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน
- ประกันสังคม
- การขอกู้ซื้อบ้าน
- ค่าใช้จ่ายของครอบครัว
- เงินเก็บไว้ใช้ตอนเกษียณ
- เครดิตและความน่าเชื่อถือของเรา
ทั้งหมดผูกอยู่กับนายจ้างคนเดียวกัน
ถ้าพูดแบบนักลงทุน ก็คือเอาไข่ทั้งหมดใส่ตะกร้าใบเดียว
พอที่ทำงานมีปัญหา ความกลัวก็พุ่งขึ้นมา
ถ้าลาออก ชีวิตพังแน่
แล้วความกลัวนี้ก็ทำให้เราเลือกทางที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่
- ทำงานจนสุขภาพทรุด
- ไม่กล้าแย้งอะไรเลย
- รับภาระที่ไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง
- ทนจนต้องลาป่วยยาว
- ยอมรับตำแหน่งหัวหน้าที่เงื่อนไขแย่
- เสียเวลาที่ควรได้อยู่กับครอบครัว
ต่อให้เงินเดือนสูงแค่ไหน ถ้าไม่มีทางออก ก็ยังไม่ใช่อิสระทางการเงินจริง ๆ
การเงินที่ดีรวมถึง "การเลือกได้"
Consumer Financial Protection Bureau หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านการเงินของสหรัฐอเมริกา ไม่ได้วัดสุขภาพการเงินจากรายได้หรือทรัพย์สินสุทธิอย่างเดียว แต่ดูจากเรื่องเหล่านี้
- คุมเงินในชีวิตประจำวันได้
- รับมือเรื่องเงินที่เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวได้
- กำลังเดินไปสู่เป้าหมาย
- มีอิสระเลือกสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุข
ข้อที่สำคัญที่สุดตรงนี้คือข้อสุดท้าย คือการเลือกได้
รายงานฉบับเดียวกันยังยกตัวอย่างอิสระทางการเงินไว้ เช่น
- ลาออกจากงานปัจจุบันเพื่อไปหางานที่ดีกว่า
- ทำงานน้อยลงเพื่อมีเวลากับครอบครัว
- กลับไปเรียนต่อ
สรุปคือ เงินไม่ได้มีค่าแค่ตรงที่เรามีมากแค่ไหน
แต่ยังมีค่าตรงที่ทำให้เรากล้าปฏิเสธเงื่อนไขแย่ ๆ ได้ด้วย
ไม่ต้องลาออกพรุ่งนี้ การลงทุนก็คุ้มแล้ว
พอได้ยินว่า "ลงทุนจนลาออกได้" หลายคนนึกถึง FIRE แบบเต็มตัว คือเกษียณเร็วแล้วไม่ต้องทำงานอีกเลย
แต่ไม่จำเป็นต้องได้ทั้งหมดหรือไม่ได้อะไรเลย
แค่รายได้จากการลงทุนช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายได้บางส่วน ก็ช่วยได้มากแล้ว
เช่น เราอาจ
- ยอมได้เงินเดือนน้อยลงเพื่อไปทำงานที่โอทีน้อย
- ลดจากทำงานสัปดาห์ละห้าวันเหลือสี่วัน
- พักงานสักระยะ
- หางานใหม่แบบไม่ต้องรีบ
- ปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่งที่ไม่อยากได้
- ช่วยเติมส่วนที่ขาดถ้ารายได้ของคู่ชีวิตลดลง
- ปฏิเสธเวลาบริษัทสั่งย้ายไปทำงานต่างจังหวัด
อำนาจต่อรองของเราเพิ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนจะเลิกทำงานไปเลย
มีทางออก ก็เหมือนมีเกราะป้องกันใจ
ถ้าพึ่งบริษัทมาก ๆ คำประเมินของหัวหน้าจะรู้สึกเหมือนคำตัดสินชีวิตทั้งชีวิต
ผลประเมินออกมาแย่
ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง
ขอย้ายแผนกไม่ได้
หัวหน้าไม่ชอบหน้า
งานที่ได้รับน้อยลงเรื่อย ๆ
ทุกอย่างเริ่มรู้สึกเหมือนสัญญาณว่าชีวิตกำลังจะพัง
แต่ถ้ามีรายได้ทางอื่นหรือมีเงินเก็บมากพอ เราจะมองคำประเมินได้ตามจริง
นี่เป็นแค่ความเห็นของหัวหน้าคนนี้
นี่เป็นแค่การตัดสินใจในแผนกนี้
เรื่องนี้กระทบเงินเดือนแค่บางส่วน
มันไม่ใช่คุณค่าของชีวิตฉันทั้งหมด
แยกสองเรื่องนี้ออกจากกันได้
และได้ผลแบบนี้โดยไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท
แค่รู้ว่าเราเดินออกมาได้ ก็มีแรงต่อรองในใจแล้ว
แต่ระวัง ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ใช่เงินเดือน
ถ้าจะใช้การลงทุนเป็นทางออก อย่ามั่นใจเกินไป
- ผลตอบแทนขึ้น ๆ ลง ๆ
- เงินต้นอาจหายไปบางส่วน
- ต้องเสียภาษี
- ตลาดอาจร่วงพอดีตอนที่ต้องใช้เงินกินอยู่
- เงินเฟ้อทำให้ต้องใช้เงินมากขึ้นเรื่อย ๆ
- เคยได้ผลดีในอดีต ไม่ได้แปลว่าจะดีต่อไป
เพราะฉะนั้น อย่าดูแค่ "ผลตอบแทนเฉลี่ย"
ต้องดูทั้งหมดนี้ไปพร้อมกัน
- เงินสดที่หยิบใช้ได้ทันที
- ค่าครองชีพ
- ค่าใช้จ่ายคงที่
- ถ้าตลาดหุ้นร่วงหนัก จะทนได้กี่ปี
- เงินเดือน
- ประกัน
- โอกาสได้งานใหม่
- ค่าใช้จ่ายของครอบครัว
- ค่าที่พัก
การลงทุนช่วยให้พึ่งบริษัทน้อยลง แต่ถ้าพึ่งตลาดหุ้นมากเกินไป ก็แค่เปลี่ยนจากกับดักหนึ่งไปอีกกับดักหนึ่ง
ปลอดภัยที่สุดคือมีทางออกหลายทาง
เราจะแข็งแรงกว่า ถ้าไม่ฝากความหวังไว้กับแผนหนีแผนเดียว
ตัวอย่างเช่น เปิดหลายเส้นทางไว้พร้อมกัน
- ขอย้ายแผนกในบริษัทเดิม ให้ห่างจากสิ่งที่ทำให้เราหมดแรง
- รักษาเงินเดือนไว้
- ลงทุนต่อไป
- คอยดูตำแหน่งงานว่าง
- ลดชั่วโมงทำงานถ้าจำเป็น
ถ้าย้ายแผนกได้ ก็เก็บเงินต่อได้โดยเครียดน้อยลงมาก
ถ้าย้ายไม่ได้ ก็เปลี่ยนงาน
ถ้าเปลี่ยนงานยาก เงินลงทุนกับค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต่ำลงก็ช่วยซื้อเวลาได้
ถ้าผลตอบแทนการลงทุนไม่นิ่ง ก็ยังมีเงินเดือน
แบบนี้ ต่อให้แผนไหนพังไป ก็ไม่ถึงกับไม่มีทางไปทันที
การป้องกันความเสี่ยงที่แท้จริง ไม่ใช่การเดาคำตอบที่ถูกข้อเดียว แต่คือการเหลือประตูทางออกไว้หลายบาน
สรุป
ถ้าวัดการลงทุนแค่ว่าโตปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่เห็นภาพทั้งหมด
สิ่งที่การลงทุนและการออมให้เราจริง ๆ คือ
- ความปลอดภัย
- เวลา
- อำนาจต่อรอง
- ทางถอยเมื่ออยากถอย
- ความใจเย็นที่จะเปรียบเทียบตัวเลือก
- อิสระที่จะทำงานน้อยลง
ผลตอบแทนที่ใหญ่ที่สุด อาจเป็นการกล้าปฏิเสธเงื่อนไขการทำงานแย่ ๆ
แต่อย่าลืมว่า การลงทุนไม่ใช่เงินเดือนที่ได้แน่นอนทุกเดือน
วางแผนทางออกของตัวเองโดยรวมเงินสำรองฉุกเฉิน ค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต่ำ รายได้จากการทำงาน และโอกาสที่จะได้งานใหม่เข้าด้วยกัน
